วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การเขียนความเรียงขั้นสูง


การเขียนความเรียงข้ันสูง




ความเรียงขั้นสูง (Extended – Essay)
              ความเรียงขั้นสูง คือ ลักษณะการเขียนรูปแบบหนึ่งที่มีระบบ มีแบบแผนและมีการศึกษาค้นคว้ามาเป็น
อย่างดีในหัวข้อที่ผู้เขียนสนใจ
               การเขียนความเรียงจะต่างกับเรียงความตรงที่ เรียงความจะมีเพียงเนื้อหาของเรื่องที่จะเขียนโดยแบ่งเป็นย่อหน้าหลายย่อหน้า ย่อหน้านำ ย่อหน้าเนื้อหาและย่อหน้าสรุปโดยใส่ความคิดของผู้เขียนได้อย่างไม่จำกัด  การเขียนความเรียงจะต่างกับโครงงานตรงที่โครงงานมีการแบ่งเนื้อหาย่อย(หมวดหมู่จากเรื่องที่เขียน) 

 โดยแบ่งเป็นบท มีทั้งหมด 5 บท ความเรียงขั้นสูงคือการนำรูปแบบความเรียงมารวมกับโครงงาน  ประกอบไปด้วย

ชื่อเรื่อง (Title  Page)  
บทคัดย่อ (Abstract)  
สารบัญ (Content  Page)  
คำนำ (Introduction)  
เนื้อเรื่อง (Body/Method/Result)  
บทสรุป (Conclusion)  
การแสดงภาพประกอบ(Illustration)  
ภาคผนวก (Appendix)
เอกสารอ้างอิง/บรรณานุกรม ( References) 



  โดยเนื้อหาจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ย่อย แต่ไม่แบ่งเป็นบท ๆ ใช้ภาษาวิชาการ ร้อยเรียงอย่างเป็นระบบและมีการอ้างอิงอย่างถูกต้องโดยการค้นคว้าจากหนังสือหรือเว็ปไซต์หลาย ๆ ที่

               การ เขียนความเรียงขั้นสูงไม่ใช่การเขียนรายงานและไม่ใช่การเขียนบทความ ข้อสำคัญคือ การเลือกเรื่องก่อน พอได้เรื่องก็มาคัดเลือกหัวข้อเรื่อง ปัญหาของเรื่องที่ผู้เขียนสนใจ จับประเด็นให้ได้แล้วก็ค้นคว้าหาข้อมูลและเขียนตามประเด็นองค์ประกอบของการเขียนความเรียงขั้นสูง

           1.  องค์ประกอบส่วนหน้า   ประกอบด้วย
                        - ปกนอก
                        -  ปกใน
                        - กิตติกรรมประกาศ
                        - บทคัดย่อ                      
                        - สารบัญ (หากมีภาพต้องระบุสารบัญภาพ ถ้ามีตารางข้อมูลอื่นๆ ต้องมีสารบัญ

       2.  องค์ประกอบส่วนเนื้อเรื่อง   ประกอบด้วย
                           -คำนำ
                           -เนื้อเรื่อง
                          - บทสรุป

3. องค์ประกอบส่วนท้าย   ประกอบด้วย
                           - บรรณานุกรม
                           -  ภาคผนวก   (ประกอบด้วยภาพประกอบต่าง ๆ ตาราง แผนภูมิและอื่น ๆ )
                           - ประวัติผู้จัดทำ





ขั้นตอนการเขียนความเรียงขั้นสูง  มี ดังนี้





1.  การเขียนโครงร่าง ประกอบด้วย  ชื่อโครงการ  สาระการเรียนรู้/วิชา  ชื่อผู้ค้นคว้าหรือเจ้าของผลงานความสำคัญของหัวข้อเรื่องที่ค้นคว้า  วัตถุประสงค์ของการค้นคว้า  ประโยชน์ที่ได้รับจากการค้นคว้า  การรวบรวมสรุปข้อมูลที่ได้จากการค้นคว้าพร้อมเอกสารอ้างอิง  วิธีหรือแบบแผนการค้นคว้า  การเก็บรวบรวมข้อมูล  การวิเคราะห์ข้อมูล

2. การเขียนชื่อเรื่อง   ชื่อเรื่องจะต้องสะท้อนหรือชี้วัดให้เห็นภาพของผลงาน  ซึ่งจะต้องเรียบเรียงเป็นรูปคำถามหรือประเด็นค้นคว้า  

ตัวอย่าง  เช่น
                              1.  หัวข้อเรื่อง  :   การออกแบบโทรศัพท์มือถือสำหรับวัยรุ่นไทย
                                   หัวข้อวิจัย   :   องค์ประกอบสำคัญในการออกแบบโทรศัพท์มือถือสำหรับวัยรุ่นไทย
                              2.  หัวข้อเรื่อง  :   ความรุนแรงในครอบครัวไทย
                                   หัวข้อวิจัย   :   ศึกษา/วิเคราะห์สาเหตุของความรุนแรงในครอบครัวไทยและทางแก้ปัญหา
                              3.  หัวข้อเรื่อง  :   การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด
                                   หัวข้อวิจัย   :   ศึกษาผลกระทบที่เกิดจากภาวะโลกร้อน

 3. การเขียนคำนำ  ประกอบด้วย
                             -  การให้เหตุผลในการเลือกหัวข้อเรื่อง  ความสำคัญและคุณค่าที่ได้จากการศึกษา
                             -  บอกความเป็นมาและความสำคัญของหัวเรื่อง
                             -  ระบุหัวข้อค้นคว้า (Reserch  Question) ให้ชัดเจน
                             -  ระบุผลการค้นคว้า
                             (หากไม่ได้เขียนกิตติกรรมประกาศ สามารถใส่ในส่วนนี้ได้)
                             -  ระบุประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการค้นคว้าของนักเรียนที่ไม่ได้ศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้แต่ควร
                                 ค่าสำหรับการค้นคว้าเพิ่มเติมในครั้งต่อไป

4. เนื้อเรื่อง  (Body/Method/Result)  เป็น ส่วนสำคัญของผลงานความเรียง ซึ่งผู้เขียนจะต้องลำดับเนื้อหาตามรูปแบบโครงสร้างที่ถูกต้อง โดยจัดลำดับเนื้อหาเป็นหัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อยตามธรรมชาติเนื้อหา  การลำดับความคิดหลักและความคิดรองเป็นต้น

5.บทสรุป (Conclusion) บทสรุปจะต้องมีลักษณะของการสรุป การนำเสนอความคิดรวบยอดที่เกี่ยวเนื่องกับหัวข้อเรื่อง  การอ้างอิงหลักฐานประกอบความคิด จบด้วยการเสนอและชี้นำประเด็นที่ค้นพบรวม ทั้งหัวข้อเรื่อง ประเด็น/เรื่อง  ที่ยังไม่ได้ค้นคว้าศึกษาในผลงานชิ้นนี้ แต่ควรค่าแก่การค้นคว้าเป็นผลงานเรื่องต่อไป
                                                                                                                                                               

6. การเขียนบทคัดย่อ (Abstract)  การเขียนบทคัดย่อสำหรับผลงานการเขียนความเรียงขั้นสูงต้องไม่เกิน  300  คำและในการเขียนบทคัดย่อ นักเรียนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจว่าไม่ใช่การเขียนคำนำ (Introduction) บทคัดย่อจะต้องมีสาระที่สะท้อนให้เห็นเกี่ยวกับหัวข้อเรื่อง



          บทคัดย่อ   หมายถึง ส่วนที่แสดงเนื้อหาสำคัญของเอกสารโดยย่อ หรือ ข้อเขียนที่สรุปความของรายงานหรือบทความอย่างกะทัดรัดชัดเจนโดยมีใจความ ครอบคลุมเนื้อหาสำคัญทั้งหมด นั่นเอง
ลักษณะของบทคัดย่อ นั้น   เมื่อผู้อ่านๆบทคัดย่อจบแล้ว ต้องมองภาพรวมของงานวิจัยทั้งเล่มออก ส่วนรายละเอียดนั้น ผู้อ่านสามารถติดตามอ่านได้ในบทความงานวิจัย




                                              บทคัดย่อมี 2 ประเภท คือ
                1. ๑.  บทคัดย่อประเภทให้ข้อมูลความรู้ (
Informative Abstract) เขียนเพื่อรายงานผลการศึกษา หรือบทสรุปที่ผู้ใช้ต้องการอย่างเพียงพอ เพื่อหลีกเลี่ยงความจำเป็นในการอ่านเอกสารต้นฉบับ
                2. ๒. บทคัดย่อประเภทพรรณนา (
Indicative of Descriptive Abstract) เขียน เพื่อชี้แนะข้อเท็จจริงที่สำคัญที่สุดในเอกสาร โดยปราศจากรายงานถึงผลการศึกษา ค้นคว้า หรือสรุป เพื่อให้ผู้อ่านใช้ประกอบการตัดสินใจ ว่าจะต้องอ่านหรือศึกษาเอกสารต้นฉบับหรือไม่ โดยทั่วไปนิยมใช้เขียนเพื่อสรุปเอกสารที่นำเสนอ หรือทัศนคติที่กว้างขวาง เช่น เอกสารด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือบทวิจารณ์ เป็นต้น



หลักการเขียนบทคัดย่อมีหลักสำคัญ 3 ประการ ดังนี้
                ๑. มีความสั้น กะทัดรัดและกระชับ (Concision)  เขียนเฉพาะสาระที่เป็นประเด็นใจความสำคัญของเอกสาร โดยใช้สำนวนกะทัดรัด มีความกระชับ ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย  ซ้ำซ้อน
                 2. ๒. มีความถูกต้อง (
Precision)   คือ สามารถถ่ายทอดประเด็นสำคัญของเอกสารได้อย่างถูกต้อง ตามความหมายเดิมของเอกสารต้นฉบับ ไม่ควรมีการตีความหรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ อันทำให้ผู้อ่านเข้าใจสาระของเอกสารต้นฉบับผิดไป
                   ๓. มีความชัดเจน (
Clarity)   คือมีการ เรียบเรียงถ้อยคำ
เพื่อเสนอในบทคัดย่อจะต้องสื่อความหมายให้เข้าใจชัดเจน โดยใช้
รูปประโยคที่สมบูรณ์ไม่ใช่เขียนกระท่อนกระแท่นเป็นคำ ๆ




7. หน้าสารบัญ (Content  Page)  การเขียนหน้าสารบัญนักเรียนจะต้องลำดับ หัวข้อเรื่อง  เอกสารอ้างอิง  ภาคผนวกและมีเลขหน้ากำกับทุกหัวเรื่อง

8. การอ้างอิงโดยใช้ภาพประกอบ (Illustration) นักเรียนจะต้องรู้จักใช้ภาพประกอบคำอธิบายความคิดเห็นอย่างเป็นระบบ

9.การอ้างอิง/บรรณานุกรม (ReFerences) ในการค้นคว้าข้อมูล นักเรียนจะมีการค้นคว้าจากแหล่งค้นคว้าหลากหลายประเภท  นักเรียนต้องนำเสนอรูปแบบการเขียนบรรณานุกรมหรือเอกสารอ้างอิงทุกประเภทให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ


บรรณานุกรม/การอ้างอิงเอกสารที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ



ผู้แต่ง. ปีที่สืบค้น. ชื่อเรื่อง. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : ชื่อ URL. วัน เดือน ปี ที่สืบค้น.


ตัวอย่าง

พัชรา แสงศรี. ๒๕๔๗. จังหวัดเชียงใหม่. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://travel.mweb.co.th/north/Chiangmai/index.html. ๑๒ มกราคม ๒๕๔๗


ชื่อผู้แต่ง  คือชื่อผู้เขียนเรื่องนั้น  เรียงตามลำดับตัวอักษร

 ชื่อเรื่อง   คือชื่อเรื่อง หัวข้อที่แสดง (ในกรณีพิมพ์ต้องทำตัวเอียงด้วยนะ)

แหล่งที่มา URL   คือ URL หรือ IP ADDRESS ทั้งหมดใน ช่อง ADDRESS (เว็บไซต์นั้นแหละ จะยกมาเฉพาะชื่อ web site ไม่ได้ ) (อย่าลืมใส่ ออนไลน์ด้วย).

ปีที่พิมพ์    ต้องกำหนดปีที่พิมพ์ หรือปีที่ข้อมูล ข้อความ ใน webpage นั้น  update   ซึ่งหาได้จาก Home Page ของ website นั้น   ปีที่พิมพ์นี้ (เช่น วันที่เขียนเอนทรี่นี้) ไม่ใช่ ปีที่เราพบข้อความทาง  Internet
วันเดือนปีที่สืบค้น  เพราะว่าบางทีมันค่องข้างละล่มบ่อย จึงต้องใส่ วันที่เวลาค้นเจอเว็บด้วย เพื่อว่าจะได้มีเวลาเป็นหลักฐาน เจอข้อมูลดังกล่าว เมื่อไหร่ 



10. ภาคผนวก (Appendix) ภาคผนวก คือรายการที่ผู้ทำรายงานต้องการเสนอเพิ่มเติมนอกเหนือจากส่วนที่เป็นเนื้อเรื่อง รายการเหล่านี้มีความสัมพันธ์และช่วยให้เข้าใจเนื้อเรื่องดีขึ้น เช่น ตัวเลขสถิติ แบบสอบถามตาราง ลำดับ เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ภาค ผนวกไม่ใช่องค์ประกอบสำคัญในการเขียนเรียบเรียงผลงานความเรียงขั้นสูง เอกสารที่นักเรียนสามารถใส่ไว้ในภาคผนวก ได้แก่ข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ

11. การใช้สื่อและวัสดุอื่น ๆ ประกอบ (The  Use of  Other  Media  and  Materials) การใช้วีดิโอเทปและการใช้เทปบันทึกไม่อนุญาตให้ใช้ในการอ้างอิงข้อมูลเพื่อยืนยันความรู้ที่เกิดจากการค้นคว้า





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น